อารยธรรมลุ่มน้ำฮวงโห-จีน

สรุป อารยธรรมตะวันออก (จีน)

อารยธรรมจีน

อารยธรรม จีนสมัยกอนประวัติศาสตร

สมัยหินเกา ความกาวหนาของมนุษยปกกิ่ง พบเครื่องมือหิน รองรอยการใชไฟ เครื่องมือที่
ใชในการลาสัตว
สมัยหินใหม บริเวณลุมแมนํ้าฮวงโห ไดแก อารยธรรมหยางเชา อารยธรรมหลุงชาน พบ
ความก าวหนาในการทําเครื่องปนดินเผา



อารยธรรมจีนสมัย ประวัติศาสตร

แบงออกเปนราชวงศตางๆ เริ่มจาก
1. ราชวงศชาง ประดิษฐตัวอักษรขึ้นใช ทําเครื่องสําริด เครื่องหยก
2. ราชวงศโจว (ปรัชญารอยสํานัก) การปกครองระบอบศักดินา นักปราชญ เชน ขงจื๊อ เลา
จื๊อ

3. ราชวงศจิ๋น (ฉิน) สรางกําแพงเมืองจีน มีการใชภาษาเขียนเหมือนกัน
4. ราชวงศฮั่น มีการสอบจอหงวน ทอผาไหม พุทธศาสนาเขาสูจีน เสนทางสายไหมจาก
จีนไปยุโรป
5. ราชวงศถัง ยุคทองของวัฒนธรรมจีน พุทธศาสนารุงเรืองที่สุด รับเอาศาสนายิว คริสต
อิสลามเขามา
6. ราชวงศซอง (สุง) รักษาโรคดวยการฝงเข็ม ประดิษฐแทนพิมพ ใชเข็มทิศในการเดิน
เรือ
7. ราชวงศหยวน วรรณกรรมชาวบานแพรหลาย เชน ไซอิ๋ว ซองกั๋ง

8. ราชวงศชิง หรือเช็ง หรือแมนจู เปนราชวงศสุดทายของจีน สิ้นสุดระบอบ
สมบูรณาญา สิทธิราชยของจีน


การ เมืองการปกครองของจีน

1. สมัยเริ่มแรก เริ่มราชวงศชาง กษัตริยเปนประมุขทั้งการปกครองและศาสนา การสืบ
ราชสมบัติเปนจากพอไปลูก พี่ไปนอง

2. สมัยศักดินา เริ่มราชวงศโจว ปกครองจีนยาวนานที่สุด มีลักษณะ

  • มีการแตงตั้งผูแทนกษัตริยเปนขาหลวงไปปกครองหัวเมือง
  • มีการวางหลักจารีต (หลี่) กําหนดขอบเขตสิทธิหนาที่ จํานวนทหาร
  • เกิดทฤษฎีทางการเมือง (เทียนมิ่ง) หรืออาณัติแหงสวรรค
  • ถือเปนยุคทองของภูมิปญญาจีน


3. สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย หรือสมัยจักรวรรดิจีน เริ่มจากราชวงศจิ๋น ถึงราชวงศชิง มี

  • สถาบันจักรพรรดิ ซึ่งพระมหาจักรพรรดิถือวาเปนโอรสแหงสวรรค
  • ระบบขาราชการ ยึดแนวของขงจื๊อ
  • การบริหารราชการสวนกลางประกอบดวย ประธานมุขมนตรี ผูบัญชาการทหาร ราชเลขาธิการ
  • การบริหารราชการสวนภูมิภาค จัดเปนหนวยๆ ขึ้นอยูกับสวนกลาง และผูตรวจ ราชการจากสวนกลางไป ตรวจสอบ
  • การเมืองและสังคมจีนใหความสําคัญตอระบบขาราชการ
  • ในสมัยราชวงศฮั่นมีการสอบจอหงวน
  • ระบบขาราชการถูกยกเลิกไป เมื่อสิ้นสุดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย

พระนางชูสีไทเฮา
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยสิ้นสุดเพราะ

  • หัวเมืองชายแดนแข็งขอ
  • ความไมมั่นคงในราชสํานัก
  • การคุกคามของลัทธิจักรวรรดินิยม

ปูยี จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน

 

4. สมัยสาธารณรัฐ โดย ดร.ซุนยัดเซ็น (ค.ศ. 1911 – 1949)

สาเหตุของการปฎิวัติ
1. การคุกคามของชาติตะวันตกและญี่ปุน
2. ความออนแอของระบอบแมนจู
3. ไดรับอิทธิพลแนวคิดชาตินิยม เสรีนิยมจากตะวันตก
4. เห็นตัวอยางความสําเร็จของญี่ปุนที่รบชนะรัสเซีย
5. สภาพสังคมจีนเสื่อมโทรม ผลประโยชนตกอยูกับตางชาติ
6. ชนชั้นปญญาชนตองการใหมีการเปลี่ยนแปลง

สมัยนี้มีแนวคิดประชาธิปไตย คือ ลัทธิไตรราษฎร ของ ดร.ซุนยัดเซ็น ไดแก หลักเอก
ราช หลักอํานาจอธิปไตย หลักความยุติธรรมในการดํารงชีพ


5. สมัยสาธารณรัฐประชาชน (สมัยคอมมิวนิสต) โดย เหมาเจอตุง
สาเหตุของการปฏิวัติ
1. ปญหาเศรษฐกิจ
2. สังคมมีความเหลื่อมลํ้า
3. แนวคิดแบบคอมมิวนิสตเผยแพรจากรัสเซียมาสูจีน
4. ความขัดแยงของ ดร.ซุนยัดเซ็น กับหยวนซือไข

 

6.สมัยเติ้ง เสี่ยว ผิง เปนผูนํา ใชนโยบายสี่ทันสมัย ทําใหจีนเปดประเทศทางเศรษฐกิจมาก
ขึ้น แตยังคงมีควบคุมดานการเมืองเครงครัด

เส้นทางสายไหม

 

เศรษฐกิจจีน

1. แหลงความเจริญบริเวณลุมแมนํ้าฮวงโห ระยะแรกเปนสังคมเกษตรกรรม
2. สมัยศักดินา (ราชวงศโจว) เริ่มมีการคาขาย แลกเปลี่ยนสิ่งของโดยใชเงินเปนสื่อกลาง
เริ่มจัด ที่ดินเปนระบบบอนา มีการจัดเก็บภาษี ซึ่งประชาชนจะเสียเปนผลผลิตและแรงงาน
3. สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย
– ราชวงศจิ๋น การคาเริ่มรุงเรือง มีการใชเงินตราเปนแบบเดียวกันทั่วประเทศ
– ราชวงศฮั๋น และราชวงศถัง ติดตอกับยุโรปโดยผานเสนทางสายไหม สินคาออก ได
แกผาไหม เครื่องเทศ หนังสัตว สินคาเขาเปนพวกเพชร พลอย
– ราชวงศหมิง มีการคาทางทะเลรุงเรืองมาก

 

silk route (road)

4. สมัยสาธารณรัฐ (ค.ศ. 1911) ซึ่งประสบปญหาทางเศรษฐกิจอยางมาก เนื่องจากประชา
กรมากเกิดจลาจลภายในประเทศ และถูกคุกคามจากชาติตะวันตก
5. สมัยสาธารณรัฐประชาชน (ค.ศ. 1949) ภายใตการนําของ เหมาเจอตุง

  • ใชนโยบายพึ่งตนเอง
  • จัดตั้งระบบคอมมูน
  • มีการปฏิรูปที่ดินโดยใชระบบนารวม และใชแรงงานคนในการผลิต

6. สมัย เติ้ง เสี่ยว ผิง เปนผูนํา ใชนโยบายสี่ทันสมัย ไดแก เกษตรกรรม อุตสาหกรรม
เทคโนโลยีและการพัฒนาประเทศ ทําใหเศรษฐกิจมีแนวโนมเปนเสรีมากขึ้น
7. สมัยปจจุบัน เศรษฐกิจจีนพัฒนามากขึ้น เพราะรัฐบาลสงเสริมใหเอกชนเขามาดําเนิน
ธุรกิจ และสนับสนุนการลงทุนจากตางประเทศ

สังคมและวัฒนธรรมของจีน

1. ระบบครอบครัว เปนครอบครัวขยาย บิดามีอํานาจผูเดียว ยึดมั่นความกตัญู และเคารพผู
อาวุโส
2. ลัทธิขงจื๊อ คําสอนของขงจื๊อเนนความสัมพันธกับบุคคลตางๆ
3. ลัทธิเตา โดยเลาจื๊อสอนใหมนุษยเขาใจกฎแหงธรรมชาติ และปรับตัวใหเขากับธรรม
ชาติมากที่สุด คําสอนของเลาจื๊อมีอิทธิพลตอจิตรกรรมจีน เนนพิธีกรรม ไสยศาสตร
4. ศาสนาพุทธ พุทธศาสนาเขาสูจีนครั้งแรกสมัยราชวงศฮั่น เปนนิกายมหายาน และรุง
เรืองสูงสุดสมัยราชวง ศถัง

ศิลปกรรมในอารยธรรมจีน

1. เครื่องปนดินเผา และเครื่องเคลือบ ถือวาเปนศิลปะที่เกาแกที่สุดของจีน
2. เครื่องสําริด ที่มีชื่อเสียง คือ สมัยราชวงศชาง

3. เครื่องหยก เปนความเชื่อและความนิยมของชาวจีนเกี่ยวกับความเปนสิริมงคล ซึ่งถือ
วาหยกเปนสัญลักษณของความเมตตา ความฉลาดรอบรู ความมีศีลธรรม ความกลาหาญ และความ
บริสุทธิ์
4. ประติมากรรม ไดแก ประติมากรรมสําริด การแกะสลักหิน แกะสลักหยก ปนพระพุทธ
รูป ปนรูปคนเหมือนจริง ปนรูปสัตวตางๆ

5. สถาปตยกรรม มักสรางอาคารดวยไมจึงไมคอยเหลือเปนหลักฐาน สถาปตยกรรมที่มี
ชื่อ คือ กําแพงเมืองจีน พระราชวังกรุงปกกิ่ง
6. จิตรกรรม มักวาดภาพเกี่ยวกับธรรมชาติ ซึ่งไดรับอิทธิพลจากลัทธิเตา

 

7. วรรณกรรม รุงเรืองมากในสมัยราชวงศถัง นักเขียนคนสําคัญที่ไดรับการยกยองวาเปน
บิดาแห งประวัติศาสตรซีกโลกตะวันออก คือ ซือ หมา เฉียน



วิทยาการในอารยธรรมจีน

1. ตัวอักษรจีน มีวิวัฒนาการตอเนื่องมาตั้งแตราชวงศชาง ในระยะแรกจารึกลงบนกระดูก
สัตว ไมไผ ผาไหม

อักษรจีนบนกระดองเต่ายุคแรก

2. กระดาษและการพิมพ ชาวจีนเปนชาติแรกที่ประสบความสําเร็จในการทํากระดาษ และ
นําการพิมพมาใช
3. ดานแพทย จีนมีความกาวหนาในการรักษาโรคดวยวิธีตางๆ เชน จับชีพจร ใช
สมุนไพร ฝงเข็ม
4. ความกาวหนาดานวิศวกรรม การตอเรือ
5. ดานสิ่งประดิษฐตางๆ
– การคนพบดินดํา ดินปน
– ทําประทัด พลุ ดอกไมไฟ
– ความกาวหนาดานดาราศาสตร ทําปฏิทิน
– การทําแผนที่
– ความกาวหนาดานคณิตศาสตร การคํานวณ
– การทําแมเหล็ก เข็มทิศ

เหตุการณ์สำคัญของโลก

เหตุการณ์สำคัญของโลก

สงครามอ่าวเปอร์เซีย 1
Gulf War
– 1980 : Iraq vs Iran

สงครามระหว่างอิรัก กับ อิหร่าน หรือที่นิยมเรียกว่าสงครามอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf War) นั้นได้เริ่มขึ้น 22 กันยายน 1980  โดยมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งอยู่หลายประการดังนี้
– ดินแดนบริเวณ ชัต อัล-อาหรับ (Shatt Al-Arab)
      บริเวณนี้มีแม่น้ำไทกรีสและยูเฟรตีสไหลมาบรรจบกัน ถือได้ว่าเป็นดินแดนที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศนี้มาก ทำให้อิรักและอิหร่านต่างก็ต้องการยึดไว้เป็นของตน
– ปัญหาเรื่องเชื้อชาติ 
ชาวอิรักส่วนใหญ่มีเชื้อสายอาหรับ นับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่  แต่ชาวอิหร่านมีเชื้อสายเปอร์เซีย นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ เหตุที่มีความต่างกันของเชื้อชาติจึงเกิดการทะเลาะวิวาทกันอยู่เป็นประจำโดยเฉพาะในบริเวณพรมแดนของทั้ง 2 ประเทศ

– ปัญหาจังหวัดคูเซสถาน (Khuzestan)
จังหวัดนี้เป็นจังหวัดชายแดนของอิหร่าน แต่อิรักต้องการเข้าครอบครองดินแดนนี้ เพราะจังหวัดนี้เป็นแหล่งน้ำมันที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง

– ความไม่พอใจของผู้นำทั้ง 2 ประเทศ 
ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซ็น ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ ไม่พอใจนโยบายการนับถือศาสนาของผู้นำอิหร่าน อยาโตลลาห์ โคไมนี ที่นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ และโคไมนีก็มีความเกลียดชังผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่มากและมีความตั้งใจที่จะทำลายล้างให้หมดไป
ปฏิบัติการสงคราม
– 22 กันยายน 1980 อิรักจึงเข้าโจมตีจังหวัดคูเซสถานของอิหร่านทำให้เกิดการโต้ตอบกัน
สงครามในครั้งนี้ได้เกี่ยวข้องไปถึงสหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกอิหร่านกล่าวหาว่าได้ให้การสนับสนุนอิรัก
สงครามได้ยืดเยื้อมา จนกระทั้งสหประชาชาติและประเทศเป็นกลางอื่นๆพยายามที่จะให้ประเทศ
ทั้งสองได้เจรจายุติสงครามกัน เพราะทั้ง 2 ประเทศมีบทบาทสำคัญต่อการส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลก

– ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซ็น ได้ประกาศว่าจะยุติสงครามลงด้วยสันติวิธี แต่ทว่าการกระทำของอิรัก
กลับตรงข้าม คือ ทางฝ่ายอิหร่านแจ้งว่า ชาวเคิร์ดในอิหร่านถูกอิรักโจมตีด้วยอาวุธเคมี ทำให้ประชาชนต้องล้มตายไปไม่ต่ำกว่า 5,000 คน    และขณะเดียวกันทหารอิรักยังโจมตีรุกคืบหน้าเข้าไปในดินแดนของอิหร่านอยู่

– 18 กรกฎาคม 1989 รัฐบาลอิหร่านได้ประกาศยอมรับแผนการสันติภาพของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และอิรักก็ยอมรับในมตินี้ด้วย นับว่าเป็นการสิ้นสุดของสงคราม ซึ่งยืดเยื้อมากว่า 9 ปี ทำให้ทั้ง 2 ประเทศนี้ต้องสูญเสียชีวิตทหาร ราษฎร และทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมาก
ผลกระทบหลังสงคราม

– ภายหลัง สงครามอิรัก-อิหร่าน ซึ่งกินเวลาถึง 8 ปี ส่งผลให้อิรักบอบช้ำมากจากภาระบูรณะประเทศอิรักต้องเป็นหนี้ต่างประเทศจำนวนประมาณ 80,000 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา (จากซาอุดิอาระเบียและคูเวต)  ทำให้ฐานะเศรษฐกิจของอิรักทรุดหนัก
   อิรักมีสินค้าออกหลักคือน้ำมัน ซึ่งมีปริมาณร้อยละ 99 ของมูลค่าสินค้าออกทั้งหมด อิรักจึงพยายามผลักดันให้องค์การโอเปก กำหนดโควตาการผลิตน้ำมันและกำหนดราคาน้ำมันเสียใหม่ให้อิรัก มีรายได้เพิ่มขึ้น

– ซัดดัม ฮุสเซ็น หาเหตุไม่คืนเงินให้ซาอุฯ อ้างเหตุว่าการทำสงครามอิหร่าน ช่วยยับยั้งไม่ให้อิหร่านขยายอิทธิพลไปที่ซาอุดิอาระเบีย (ซาอุฯ กับอิหร่าน ไม่ถูกกัน) และ  อิรัก และกลุ่มประเทศอาหรับ ไม่พอใจอิสราเอล  ซึ่ง สหรัฐฯ ก็หนุนหลังอิสราเอลอยู่
–  เนื่องจาก 8 ปีที่อิรักทำสงคราม อิรักกล่าวหาว่าคูเวต ได้ขยายพรมแดนล่วงล้ำเข้ามาทางใต้ของอิรัก 4 กิโลเมตร เพื่อตั้งค่ายทหารและตั้งสถานี ขุดเจาะน้ำมันเป็นการขโมยน้ำมันของอิรัก
–  อิรักอ้างว่า การทำสงครามกับอิหร่าน เป็นการรบในนามชาติอาหรับและเพื่อความมั่นคงของ
ชาติอาหรับทั้งมวล จึงสมควรที่คูเวตต้องช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการทำสงคราม
   ข้อเรียกร้องที่รุนแรงของอิรัก คือ ให้คูเวตคืนดินแดน ที่รุกล้ำเข้ามา คือ เขต Rumailah oilfield ซึ่งมีน้ำมันอุดมสมบูรณ์ และขอเช่าเกาะบูมิยัน กับเกาะวาร์บาห์ ในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อให้อิรัก ขายน้ำมันผ่านอ่าวเปอร์เซียโดยตรง โดยมิต้องขายน้ำมันทางท่อส่งน้ำมันผ่าน ซาอุดิอารเบียและตุรกี เช่นเดิม
….จึงเป็นสาเหตุของสงครามอ่าว ครั้งที่ 2
****************************************************
สงครามอ่าวเปอร์เซีย 2
Gulf War
– 1990 : Iraq vs United State of America  ( UN.)
   สงครามอ่าว (Gulf War) เป็นความขัดแย้งระหว่าง ประเทศอิรัก และกองกำลังผสม จาก 34 ชาติใต้อาณัติของ สหประชาชาติ หรือ UN นำโดยประเทศสหรัฐอเมริกา

– 2 สิงหาคม 1990 จุดเริ่มต้นของสงครามอยู่ที่  การบุกรุกประเทศคูเวตของกองทัพอิรัก
ทำให้    สหประชาชาติ คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับ อิรัก ในทันที หลังจากการเจรจาด้านการทูตหลายครั้ง สหประชาชาติจึงมีมติให้ใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อขับไล่กองทัพ อิรักออกจากประเทศคูเวตเมื่อวันที่ 12 มกราคม 1991

ภายใต้การนำของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซ็น ซึ่งทหารมากกว่า 1 ล้านคน มีประสบการณ์ร่วมทำสงครามกับอิหร่านมาแล้วและยังมีอาวุธที่ทันสมัยทั้งเครื่องบิน จรวด อาวุธเคมี และกำลังเริ่มต้นพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นอีก
สำหรับคูเวต เป็นประเทศเล็กๆตั้งอยู่ระหว่าง อิรักกับซาอุดีอาระเบีย ในอดีตคูเวตเป็นจังหวัดหนึ่งของอาณาจักรออตโตมันแต่ด้วยเหตุที่เป็นแหล่งน้ำมันอย่างมหาศาลทำให้ถูกตกอยู่ภายใต้การ  ปกครองของสหราชอาณาจักร ตั้งแต่ ค.ศ.1914 และ ได้รับเอกราชเมื่อปี ค.ศ.1961

    อิรัก จึงเข้ายึดคูเวตได้อย่างง่ายดาย เป็นเวลานานกว่า 6 เดือน
สาเหตุที่อิรักเข้ายึดคูเวต
สาเหตุหลายประการได้แก่
1. แรงกดดันจากหนี้สงครามอิรัก-อิหร่าน        อิรักจึงต้องการคุมแหล่งน้ำมันของโลกคือ
คูเวต เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการผลิตน้ำมันและการกำหนดราคาน้ำมัน

2.อิรักและคูเวตมีกรณีพิพาทดินแดน Rumailah Oilfield แหล่งน้ำมันที่สำคัญมาเป็นเวลานานและหาข้อยุติไม่ได้ อิรักจึงถือโอกาสยึดครองคูเวตด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์

3.อิรักไม่มีทางออกทะเลหรือทางอ่าวเปอร์เซีย เพราะมีเกาะบูมิยันและเกาะวาห์บาห์ของคูเวตขวางทางอยู่
อิรักจึงมิอาจขายน้ำมันโดยตรงแก่เรือผู้ซื้อได้ ทั้งอิรักยังตกลงกับอิหร่านเรื่องการใช้เมืองท่าบัสราผ่านร่องน้ำซัตต์-อัล-อาหรับ ไม่ได้

การปฏิบัติการรบ
     12 มกราคม 1991 หลังจากปฏิบัติการทั้งทางอากาศและภาคพื้นดินช่วงเดือนกุมภาพันธ์  1991 ชัยชนะเป็นของกองกำลังผสม
     27 กุมภาพันธ์ 1991    ตั้งแต่  2 สิงหาคม 1990  อันเป็นวันที่อิรักบุกเข้ายึดคูเวตเป็นต้นมาคณะมนตรีความมั่นคงได้ประกาศให้ทุกชาติคว่ำบาตรรัฐบาลอิรัก และดำเนินการเคลื่อนไหวทางการฑูตเพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม กำหนดให้  15 มกราคม 1991 เป็นเส้นตายที่อิรักจะปฏิบัติตามมติ   ของคณะมนตรีความมั่นคงอิรักไม่ยอมทำตามมติดังกล่าว
    16 มกราคม  1991   กองกำลังนานาชาติจึงเริ่มโจมตีทางอากาศและตามติดด้วยการรบภาคพื้นดิน
24 กุมภาพันธ์ 1991 ปฏิบัติการอันเป็นที่รู้จักกันในนาม “พายุทะเลทราย” (Desert Storm)ครั้งนี้มี
กองทัพจากประธานาธิบดีจอร์จ บุช แห่งสหรัฐอเมริกา และ  ประเทศต่างๆเข้าร่วมรบโดยการอนุมัติของคณะมนตรีความมั่นคง     และอยู่ภายใต้การบัญชาการของสหรัฐอเมริกา
    27 กุมภาพันธ์ 1991 ประธานาธิบดีจอร์จ บุช แห่งสหรัฐอเมริกาได้ประกาศหยุดยิงและประกาศความเป็นอิสรภาพของคูเวต  อิรักถอนทหารออกจากคูเวต
    คณะผู้สังเกตการณ์  สหประชาชาติกรณีอิรัก-คูเวต   เริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่เมษายน 1991 มีหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่นานาชาติเข้าควบคุมบริเวณแนวเส้นหยุดยิงและตรวจสอบกำลังอาวุธที่อิรักมีไว้ในครอบครอง
ปฏิกริยาของประเทศต่างๆ
    แยกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1.  สหประชาชาติ ชาติอภิมหาอำนาจ รวมถึงกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก เห็นตรงกันที่ต้องรักษาดุลอำนาจ
ในตะวันออกลาง คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีมติเป็นเอกฉันท์ประณามการรุกรานและ เรียกร้องให้อิรักถอนทหารออกจากคูเวตโดยไม่มีเงื่อนไข มติของคณะมนตรีความมั่นคงอันดับต่อมา คือการประกาศคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแก่อิรักและคูเวต ยกเว้นอุปกรณ์ทางการแพทย์และอาหาร เพื่อเหตุผลด้านมนุษยธรรม แต่อิรักก็ไม่ได้ปฏิบัติตามมติของสหประชาชาติ

2.  กลุ่มประเทศอาหรับด้วยกัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ

   2.1 อิยิปต์ ซีเรีย ซาอุดิอาระเบีย เรียกร้องให้อิรักถอนทหารออกจากคูเวต สนับสนุนการเข้ามาของกองกำลังพันธมิตรและถือว่าตนปฏิบัติตามมติของสหประชาชาติ

2.2  จอร์แดน เยเมน ตูนีเซีย แอลจีเรีย และองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ กลุ่มนี้เรียกร้องให้ชาติอาหรับเจรจาหาทางแก้ปัญหากันเอง โดยไม่ต้องให้เป็นภาระขององค์การระดับโลก นอกจากนี้ยังมองว่าการปฏิบัติตามมติของสหประชาชาติเท่ากับเป็น การรังแกชาวอาหรับ ด้วยกันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสหรัฐอเมริกาดำเนินการต่างๆ เพื่อเรียกร้องนานาชาติกดดันให้อิรักถอนทหารออกจากคูเวต

    ภาพของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน กลายเป็นวีรบุรุษชาวอาหรับที่กล้าท้าทายโลกตะวันตก สาเหตุที่สหรัฐอเมริกามีปฏิกิริยาอย่างรุนแรงนั้น เพราะอิรักทำลายผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาในตะวันออกกลาง และแสนยานุภาพของอิรักอาจเป็นอันตรายต่อ อิสราเอลพันธมิตรที่ดีของสหรัฐอเมริกาในอนาคตอีก
ปัญหาจาก อันสคอม
    ปัญหาความขัดแย้งระหว่าง สหประชาชาติกับอิรัก ได้เกิดขึ้นเป็นระยะๆ จนถึงปัจจุบัน อิรักจะขัดขวางการทำงานของ อันสคอม(เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอาวุธ) อยู่เสมอๆ เช่นกัน
    นอกจากนี้ในเดือนสิงหาคม 1992 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้จัดตั้งเขตห้ามบินทางตอนใต้ของอิรักและขยายมายังตอนเหนือเพิ่มขึ้นในเดือนกันยายน 1996 ภายหลังสหรัฐอเมริกาได้โจมตีทาง
ตอนใต้องอิรักอีก เพื่อเป็นการตอบโต้อิรักปราบปรามชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ดอย่างรุนแรง
ปี 1997 อิรักได้ขับไล่ชาวอเมริกันออกจากทีมงานอันสคอมโดยกล่าวหาว่า ชาวอเมริกาคนหนึ่งเป็นสายลับ ซึ่งสหรัฐอเมริกาปฏิบัติคำกล่าวหานี้ การเผชิญหน้าระหว่าง สหรัฐอเมริกาและอันสคอม กับอิรักได้ตึงเครียดมาตามลำดับ
      ปี 1998 เมื่ออิรักขัดขวางเจ้าหน้าที่อันสคอม ไม่ให้เข้าไปตรวจสอบอาวุธบริเวณทำเนียบประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน นายโคฟี อันนาม เลขาธิการสหประชาชาติเดินทางไปเจรจากับประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน เพื่อยุติการเผชิญหน้าระหว่างอิรักกับสหรัฐอเมริกา อิรักจึงยินยอมให้อันสคอมตรวจสอบอาวุธบริเวณทำเนียบประธานาธิบดี

    16 ธันวาคม 1998 เจ้าหน้าที่ของอันสคอมต้องเดินทางออกจากอิรักเพราะเกรงจะได้รับอันตรายจากอิรัก และเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ประธานาธิบดี บิล คลินตัน ได้ส่งกำลังทหารไปยังอ่าวเปอร์เซียร่วมกับกองกำลังทหารอังกฤษเพื่อยิงถล่มอิรักภายใต้ปฏิบัติการชื่อ   “ปฏิบัติการจิ้งจอกทะเลทราย” เป็นเวลา 4 วัน

     จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส รวมทั้งบรรดาชาติอาหรับอื่นๆ ต่างประณามการกระทำของสหรัฐ อเมริกาและอังกฤษ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ยุติการโจมตีอิรัก ส่วนสมาชิกนาโต ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ต่างสนับสนุนมาตรการแข็งกร้าวของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ

ปัญหาอิรัก คือ ปัญหาที่ท้าทายบทบาทของสหประชาชาติ ในเวลาเดียวกันก็เป็นปัญหาภาพลักษณ์ของสหรัฐอเมริกาที่ชี้นำและดำเนินการโดยพลการในนามสหประชาชาติ ถือเป็นการละเมิดกฏบัตรสหประชาชาติและหลักการของประชาคมโลก

   นายโคฟี อันนาม เลขาธิการยูเอ็น ขณะนั้น กล่าวแสดงความรู้สึกของเขาว่า
    “วันนี้เป็นวันที่น่าเศร้าของยูเอ็นและชาวโลก ผมได้ทำทุกสิ่งเท่าที่มีอำนาจหน้าที่สร้างความสงบตามปณิธานของยูเอ็น เพื่อระวังการใช้กำลัง สิ่งนี้ไม่ใช่ของง่าย เป็นกระบวนการเจ็บปวดไม่มีที่สิ้นสุด”

บทสรุป
      แม้สงครามอ่าวเปอร์เซีย  ยุติตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 1991 แล้วก็ตาม  แต่กระนั้น สหรัฐฯ ยังมีการทำสงครามเล็ก ๆ เกิดขึ้นหลายครั้งหลายหน  จากความไม่ไว้วางใจชาติอาหรับเรื่องการครอบครองอาวุธเคมี
       ผลจากสงครามนี้  มาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติได้บีบคั้นเศรษฐกิจของอิรักมากขึ้นกว่าเดิม ประชาชนอดอยากขาดแคลนอาหารและยารักษาโรคจนมีสภาพร่างกายที่ทรุดโทรมและต้องเผชิญ กับภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง
     ภาพพจน์ต่อสหรัฐสำหรับชาติอาหรับแล้ว ไม่ใช่ตำรวจโลก  แต่เป็นผู้ร้าย กระหายเลือด  รวมไปถึงบทบาทของสหรัฐอเมริกา ที่ยู่เบื้องหลังความขัดแย้งต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลางนี้ ล้วนทำให้ชาติอาหรับไม่พอใจ รวมไปถึงความเคียดแค้นชิงชังสหรัฐฯ นับวันเพิ่มมากขึ้น ๆ
    และมันได้สะสม เพาะบ่มจนสุกงอม เพื่อรอวันระเบิดออกมา  เพื่อจะประกาศให้โลกรู้ว่า
    “ข้า…เกลียดอเมริกา”
    
**********************************************************

เหตุการณ์ 9-11

หลายคนอาจจะเคยเห็นในภาพยนตร์  ในทีวี  แต่เหตุการณ์นี้คือ ของจริงในทศวรรษที่ 20 ไม่มีเหตุการณ์ใดที่สร้างความรู้สึกช็อคโลก ได้เท่ากับเหตุการณ์นี้
เราขอเรียกเหตุวินาศกรรมครั้งนี้ว่า  9-11 (Nine One One)
11 กันยายน 2001
– 8.45 น. เครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 767 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 11 จากเมืองบอสตันสู่นครลอสแอนเจลิส  พุ่งเข้าชนยอดตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1 (World  Trade  Center  I) ในมหานครนิวยอร์ก ตอนแรกประชาชนและผู้เห็นเหตุการณ์คาดคะเนว่า เป็นอุบัติเหตุจากการผิดพลาดในการบังคับควบคุมเครื่องบิน

– 9.06 น. เครื่องบินโบอิ้ง 767 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์เที่ยวบินที่ 177  ได้พุ่งเข้าชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 2 (World  Trade  Center  II) ที่เป็นอาคารที่สร้างคู่กับตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1 เกิดระเบิดสนั่นหวั่นไหว

– 9.40 น.  ที่กรุงวอชิงตัน ดี. ซี. เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา  เครื่องบินโบอิ้ง 757 สายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 77
ได้พุ่งเข้าชนอาคารเพนตากอน (Pentagon) กระทรวง กลาโหม อาคารเกิดระเบิดและเพลิงไหม้อย่างรุนแรง
– ในเวลาไล่เลี่ยกันได้เกิดเหตุการณ์เครื่องบินตกในมลรัฐเพนซิลเวเนีย เครื่องบินที่ตก คือเครื่องบินสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 73 จากเมืองเนวาร์กไปเมืองซานฟรานซิสโก ถูกสกัดอากาศจี้ โดยคาดว่ามีการขัดขืน มิฉะนั้นเป้าหมายอาจเป็น “ทำเนียบขาว”


สหรัฐพุ่งเป้าผู้ก่อการร้ายในเหตุการณ์ครั้งนี้ไปที่นาย บิน ลา เดน และรัฐบาล ตาลีบันในอาฟกานิสถานซึ่ง
บิน ลา  เดน ใช้เป็นฐานที่มั่นของตน  รัฐบาลตาลีบันรีบออกมาปฏิเสธว่า บิน ลาเดน  นักต่อสู้เพื่อสิทธิอัน
ชอบธรรมของ มุสลิม ชาวซาอุดิอารเบีย ไม่ ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายในสหรัฐครั้งนี้
จอร์จ ดับเบิลยู บุช ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นจาก ประชาชน รวมทั้ง สภาบน และสภาล่าง
มอบอำนาจอันศักดิ์สิทธินี้แก่ จอร์จ w.บุช ที่จะกระทำการใด ๆ ก็ได้เพื่อที่จะล้างแค้นต่อเหตุการณ์
โศกนาฏกรรมสหรัฐในครั้งนี้
16 กันยายน 2001 จอร์จ w.บุช ก็ประกาศเร่งแผน  การโจมตี อัฟกานิสถาน

7 ตุลาคม 2001 อเมริกาก็เริ่มเปิดฉากโจมตี อาฟกานิสถาน โดยอ้างเหตุผล เพื่อตามล่าตัว
นาย โอซามา บิน ลาเดน มาลงโทษ

สงครามครั้งนี้นับเป็นสงคราม ท้าทายต่อสิ่งที่เรียกว่า การก่อการร้าย สิทธิมนุษยชน
และอำนาจนิยม ตลอดจนการทิ้งไว้ซึ่งความน่าสงสัย ศึกษาติดตามเป็นอย่างยิ่ง

ผลกระทบที่มีต่อสหรัฐอเมริกา
1) สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียชีวิตมนุษย์และทรัพย์สินจำนวนมาก
จากการประเมินของสภากาชาดสหรัฐอเมริกามียอดผู้เสียชีวิต 2,563 คน ความเสียหายมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
2) เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เศรษฐกิจที่เริ่มชะลอมาตั้งแต่ก่อนหน้าเกิดวิกฤตการณ์ก็ประสบปัญหามากขึ้น
3) ขวัญกำลังใจของประชาชนชาวอเมริกันตกต่ำลงและเกิดแนวความคิดแบบชาตินิยมมขึ้นมาแทนที่  ดัง จะเห็นได้จากประชาชนชาว
อเมริกันต่างแสดงถึงความรักชาติของตนเองในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจุดเทียนรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ ธงชาติสหรัฐอเมริกาถูก
ประชาชนซื้อจนหมด  หรือร้องเพลงแสดงความรักชาติ เป็นต้น
4) เหตุการณ์ ดังกล่าวทำให้นโยบายการปกครองในประเทศของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนแปลงไป จากเดิม โดยหันมาเน้นด้านความมั่นคง
เป็นหลัก แทนที่สิทธิเสรีภาพในระบบประชาธิปไตย
5) เหตุการณ์การก่อวินาศกรรมวันที่ 11 กันยายน ได้ถูกรัฐบาลสหรัฐอเมริกานำไปใช้ในการสร้างความชอบธรรมในการโต้กลุ่มก่อการ ร้ายด้วยความรุนแรง เช่น การทำสงครามยึดครองอัฟกานิสถานในปลาย ค.ศ. 2001 หรือการรุกรานและยึดครองอิรักในปัจจุบันเป็นต้น

ผลกระทบที่มีต่อสังคมโลก  

-เหตุการณ์การก่อวินาศกรรมวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง
ต่อสังคมโลก ทั้งก่อให้เกิดสงครามและการก่อการร้ายมากขึ้น

-สหรัฐอเมริกาได้ประกาศสงครามกับกลุ่มก่อการร้าย โดยระบุไปที่กลุ่มอัลกออิดะห์ หรือ
อัล เคด้าห์ และพร้อมจะทำลายกลุ่มองค์กร เหล่านี้ รวมทั้งรัฐบาลที่ให้แหล่งพักพิงและสนับสนุนการก่อการร้าย
โดยประธานาธิบดีบุช ได้ประกาศให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต้องตัดสินใจว่าประเทศเหล่านั้นจะอยู่ข้างสหรัฐอเมริกาหรืออยู่ข้าง ฝ่ายก่อการร้าย

-การประกาศดังกล่าวทำให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างระมัดระวัง ในการหลีกเลี่ยงปัญหาความขัดแย้งทั้งจากสหรัฐอเมริกาและกลุ่มก่อการร้าย รวมถึงประชาชนภายในประเทศที่มีแนวโน้มขัดแย้งกับนโยบายของรัฐบาลที่ดำเนิน นโยบายเข้าข้างสหรัฐอเมริกา

********************************************************

 


สงครามโลก ครั้งที่ 2

สงครามโลก ครั้งที่ 2


สาเหตุการเกิดสงคราม

1. ความไม่เป็นธรรมของสนธิสัญญา หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศแพ้สงครามเกิดความรู้สึกเสมือนถูกบังคับ ซึ่งชาวเยอรมันเรียกว่า “สันติภาพมัดมือชก” จึงดำเนินการ ฉีกสัญญา ละเมิดข้อตกลง

2. ความแตกต่างของลัทธิการเมือง หลายประเทศฝักใฝ่ประชาธิปไตย ขณะที่อีกหลายประเทศเริ่มศรัทธาลัทธิเผด็จการ

3. วิกฤตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากผู้แพ้ต้องชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล เกิดปัญหาเงินเฟ้อ ว่างงาน

4. ข้อขัดแย้งเรื่องดินแดน และอาณาเขตใหม่

5. ความไม่สามัคคีของมหาอำนาจ ผู้ชนะ ต่างฝ่ายต่างรักษาผลประโยชน์ของตน

6. ความล้มเหลวขององค์สันนิบาตชาติ ที่ตั้งขึ้นเพื่อผดุงรักษาสันติภาพของโลก แต่ไม่ได้มีอำนาจอย่างจริงจัง

7. ญี่ปุ่น ขณะนั้นเป็นประเทศอุตสาหกรรม ประเทศเดียวในเอเชีย ต้องการวัตถุดิบจากแหล่งอื่นเพื่อป้อนอุตสาหกรรมโรงงาน ประกอบกับนิยมลัทธิบูชิโด ประเมินตนเองเหนือกว่าทุกชาติในแถบเอเชีย ต้องการขยายจักรวรรดิ และเป็นผู้นำของเอเชีย

สถานการณ์สงคราม

สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้นเมื่อ เยอรมนีบุกโปแลนด์ ในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939

ก่อนที่เยอรมนีจะบุกโปแลนด์ วันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 1939 กองกำลังเยอรมนีข้ามพรมแดนทางตะวันออกบุกเข้ายึด เชคโกสโลวาเกีย


ต่อ มาในวันที่ 22 มีนาคม กองกำลังเยอรมนีบุกยึดเมืองท่าเมเมล ( Mamel ) ของลิทัวเนีย ( Lithuania ) บนชายฝั่งทะเลบอลติก และ

ในวันที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 1939 เยอรมนียึดครองโปแลนด์และดานซิก ( Danzing )

ดานซิก  เป็นแคว้นอิสระจัดตั้งขึ้นตามข้อตกลงสนธิสัญญาแวร์ซายส์ ปี 1919 ตั้งอยู่บนอ่าวดานซิกทางตอนเหนือของโปแลนด์

จาก การเรียกร้องของเยอรมนี เป็นผลให้ในวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 1939 อังกฤษและฝรั่งเศสได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือแก่โปแลนด์หากถูก เยอรมนีรุกราน

เมื่อมีการรุกรานอธิปไตยของประเทศต่างๆ ในยุโรป อังกฤษและฝรั่งเศสเห็นความจำเป็นต้องชักชวนรัสเซียเข้าเป็นพวกเพื่อ การถ่วงดุลย์อำนาจทางยุโรป แต่ทางด้านเยอรมนีเกรงว่าจะถูกโจมตีสองด้าน เพราะเยอรมนีอยู่ระหว่างรัสเซียและฝรั่งเศส

เยอรมนีจึงรีบดำเนินการ ทางการทูตกับรัสเซีย  ตัดหน้าอังกฤษและฝรั่งเศส

เป็นผลให้ในวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 1939 เยอรมนีและรัสเซีย ร่วมลงนามในข้อตกลงไม่รุกรานกัน ปี 1939 ( The Nazi – Soviet Pact or The Nonaggression Pact of 1939 ) กำหนดไม่รุกรานกันหรือวางตนเป็นกลาง ขณะพันธมิตรรุกรานประเทศอื่น

แต่ในวันที่ 1 กันยายน 1939 กองกำลังเยอรมนีข้ามพรมแดนตะวันออก บุกโจมตีรุกรานดินแดนทางด้านตะวันตกของ โปแลนด์อย่างรวดเร็วถือเป็นการเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2


การรบในยุโรป

กอง กำลังสัมพันธมิตรเป็นฝ่ายบุกเข้าโจมตีเยอรมนี เริ่มจากวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1945 เป็นต้นไป และข้ามแม่น้ำไรน์ เข้าสู่เยอรมนีได้ในวันที่ 7 มีนาคม 1945 มุ่งเดินทัพเข้ากรุงเบอร์ลินทางตะวันตก

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ รัสเซียมีชัยชนะ  สามารถผลักดันกองกำลังเยอรมนีออกจากยูเครน รูมาเนีย บัลกาเรีย ฮังการี และโปแลนด์ มุ่งเดินทัพเข้ากรุงเบอร์ลินตะวันออกที่กรุงเบอร์ลิน

ฮิตเลอร์ มั่นใจว่าเยอรมนีต้องพ่ายแพ้เป็นแน่ กองกำลังสัมพันธมิตรกำลังเคลื่อนเข้าสู่กรุงเบอร์ลิน และเกรงต้องรับโทษขั้นรุนแรงในฐานะอาชญากรสงครามจึง ฆ่าตัวตายในวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1945

กอง กำลังสัมพันธมิตร ยึดกรุงเบอร์ลินได้ในวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1945 เป็นผลให้กองกำลังเยอรมนีใน ออสเตรีย เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ และ อิตาลี ยอมจำนน ฝ่ายมุสโสลินีถูกพรรคพวกจับได้และถูกฆ่าตาย ในวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 1945

รัฐบาลใหม่ของเยอรมนียอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขต่อผู้บังคับบัญชากองกำลัง สัมพันธมิตร คือ นายพล ดีไวท์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ในวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1945 ถือว่าเป็นวันสิ้นสุดการรบในยุโรป

การรบในเอเชีย-แปซิฟิก

ต้น ปี ค.ศ. 1945 การรบเป็นไปอย่างดุเดือดเมื่อกองกำลังสัมพันธมิตรเคลื่อนเข้าใกล้หมู่เกาะ ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นได้ทำการต่อต้านอย่างแข็งกร้าวดุดันด้วยหน่วยพลีชีพ ปรากฎเด่นชัดในเดือน มีนาคม ค.ศ. 1945 เมื่อกองกำลังสัมพันธมิตรยกพลขึ้นบกที่เกาะโอกินาวา ทหารอเมริกันบาดเจ็บและเสียชีวิตแปดหมื่นคน

สหรัฐฯ ยุติการทำสงครามในภาคพื้นทวีปเอเชีย โดยการใช้ระเบิดปรมาณูกับญี่ปุ่นเนื่องมาจาก สงครามในเอเชียและแปซิฟิกยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน นับแต่วัน ที่ 7 ธันวาคม ค.ศ.1941 – 6 สิงหาคม 1945

อีกทั้งญี่ปุ่นเองยังคงยืนยันอย่างเป็น ทางการในวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1945 ว่าจะคงทำสงครามต่อไปจนกว่าจะชนะ และต้องการรักษาชีวิตของทหารอเมริกันซึ่งเป็นกองกำลังหลักต้านทานการรบด้วย

หน่วยพลีชีพของญี่ปุ่นสร้างความเสียหายอย่างมากต่อกองกำลังอเมริกัน การใช้ระเบิดปรมาณูจะช่วยรักษาชีวิตทหารอเมริกันได้ถึง 250 000 คน และคณะนายทหารอเมริกันนำโดยรัฐมนตรีกระทรวงสงคราม คือ เฮนรี เอล. สตีมสัน ให้การสนับสนุนเห็นสมควรใช้ระเบิดปรมาณูเพื่อปราบปรามญี่ปุ่นขั้นทำลายล้าง เด็ดขาดเพื่อบังคับให้ญี่ปุ่นยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข

เช้าวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 เวลา 8.15 น. ระเบิดปรมาณูลูกแรกถูกทิ้งลงที่เมืองฮิโรชิมา บนเกาะฮอนชู แรงระเบิดสร้างความเสียหายครอบคลุมพื้นที่สี่ตารางไมล์ คนบาดเจ็บและตายกว่า 135 000 คน

ในวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1945 รัสเซียประกาศสงครามกับญี่ปุ่นและเคลื่อนกองกำลังรัสเซียเข้าแมนจูเรีย ภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่น ทำลายขวัญและกำลังใจของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก เพื่อบีบบังคับให้ญี่ปุ่นยอมจำนนยุติสงคราม


Harry S. Truman ประธานาธิบดี ทรูแมน ( ประธานาธิบดี รูสเวลท์ เสียชีวิตในวันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 1945 มีผลให้รองประธานาธิบดี คือ ฮา ร์รี เอส. ทรูแมน Harry S. Truman เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีลำดับที่ 33 ของ สหรัฐอเมริกา ) ตัดสินใจสั่งทิ้งระเบิดปรมาณูลูกที่สองในวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ที่เมืองนางาซากิ บนเกาะคิวชู

สร้าง ความเสียหายอย่างมากเป็นครั้งที่สองแก่ญี่ปุ่น  องค์ จักรพรรดิฮิโรฮิโต เรียกร้องให้คณะรัฐบาลญี่ปุ่นยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขเพื่อรักษาชาติพันธุ์ ญี่ปุ่น

เป็นผลให้ในวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 1945 เป็นวันยุติการรบในเอเชียแปซิฟิก

การลงนามอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945 บนดาดฟ้าเรือรบมิสซูรี ในอ่าวโตเกียว เป็นการเสร็จสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2

สงครามโลกครั้งที่ 2 ใช้สมรภูมิรบ 3 ทวีป  2 มหาสมุทร คือ

ในทวีปยุโรปและมหาสมุทรแอตแลนติก เริ่มการรบในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 ยุติในวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1945

ในทวีปแอฟริกาเริ่มการรบในวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1940 ยุติในวันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ. 1943

ในทวีปเอเชียและมหาสมุทรแปซิฟิกเริ่มการรบในวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ.1941 ยุติในวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 1945

โดยฝ่ายสัมพันธมิตร 57 ชาติเป็นผู้มีชัยชนะ
ฝ่ายอักษะ นำโดย เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

การยุติการรบ

ในเอเชียและแปซิกฟิก

การรบในเอเชียยุติในวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ญี่ปุ่นยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข

ผลของสงคราม ประชากรโลกเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก กล่าวคือ

ทหารอเมริกันเสียชีวิต 4 แสนนาย
ทหารรัสเซียเสียชีวิต 20 ล้านนาย
ทหารโปแลนด์เสียชีวิต 5.8 ล้านนาย
ทหารเยอรมนีเสียชีวิต 4.5 ล้านนาย
ทหารญี่ปุ่นเสียชีวิต 2 ล้านนาย
ทหารในกลุ่มประเทศยุโรปรวมเสียชีวิต 35 ล้านนาย


สงคราม ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากสงครามประเทศต่างๆ ต้องหันกลับมาพัฒนาประเทศของตนให้กลับสู่สภาพเดิม และสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันประเทศต่างๆ พยายามที่จะหลีกเลี่ยงสงคราม แต่ก็จะหันมาแข่งขันพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี ในด้านต่างๆ ให้มีความทันสมัยเหนือนานาประเทศ

สงครามโลก ครั้งที่ 1

สงครามโลก ครั้งที่ 1





ความเป็นมา

ช่วงยุคเรเนสซองค์  เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมยุโรปหลาย ๆ ด้าน เช่น

–    การค้นพบดินแดนใหม่ 

o    มีการสำรวจเส้นทางเดินเรือใหม่ ๆ นอกยุโรป  การพัฒนาเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ และการใช้เข็มทิศ การติดตั้งอาวุธปืนใหญ่
1488    บาร์โธโลมิว ไดแอส  สามารถเดินเรือผ่านแหลมกู๊ดโฮป
1492    คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส มีความเชื่อว่าโลกกลม (ตั้งใจจะไปจีน) แต่สำรวจพบทวีปอเมริกาเสียก่อน
1498    วาสโก ดา กามา  สำรวจเส้นทางของไดแอส และสามารถขึ้นฝั่งที่กัลกัตอินเดีย ได้เป็นคนแรก
1519    เฟอร์ดินันด์ แมคเจลแลน  (โปรตุเกส)  คุมเรือสเปน 5 ลำ อ้อมทวีปอเมริกาใต้  ผ่านมหาสมุทรแปซิฟิก  และขึ้นฝั่งที่ฟิลิปปินส์  พิสูจน์ว่าทวีปเอเชีย กับยุโรปอยู่คนละซีกโลก  เฮติและคิวบา ก็ไม่ใช่ญี่ปุ่น
เขาถูกคนพื้นเมืองฆ่าตาย  แต่ลูกเรือสามารถนำเรือข้ามมหาสมุทรอินเดีย กลับยุโรปได้เป็นผลสำเร็จ  เป็นคนกลุ่มแรกที่สามารถเดินทางรอบโลกได้   พิสูจน์ทฤษฎีโลกกลม

o    จากนั้น หลาย ๆ ประเทศในยุโรป เริ่มออกแสวงหาอาณานิคม เพื่อขยายอิทธิพล อาทิ  ฮอลันดา สเปน  อังกฤษ  โปตุเกส  ฝรั่งเศส  แย่งชิงความเป็นเจ้าอาณานิคม

–    การปฏิวัติการปกครอง

o    แนวความคิดเรื่องการเมืองการปกครอง โดยเฉพาะเรื่องมนุษย์นิยม  ส่งผลให้เกิดความคิดเรื่องเสรีนิยมต่อประชาชน  ประกอบกับการใช้อำนาจเผด็จการของกษัตริย์ ทำให้หลาย ๆ คนเกิดความพยายามหาทางแก้ไขปัญหา  และมีความเชื่อว่าระบอบประชาธิปไตย จะนำความเจริญมาสู่ประเทศได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝรั่งเศส และอเมริกา
       1776    ปฏิวัติที่อเมริกา ทำสงครามปฏิวัติเพื่อให้เป็นอิสระ จากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ  โดย จอร์จ วอชิงตัน
1789    ปฏิวัติฝรั่งเศส  การพังทลายคุกบาสเตียนปฏิวัติล้มล้างระบอบกษัตริย์  จัดตั้งการปกครองแบบสาธารณรัฐนิยม  เรียกร้องเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ
•    กษัตริย์หลุยส์ ที่ 16  และพระนางมารีอังตัวแนต ถูกประหารชีวิตโดยใช้เครื่องมือประหาร “กิโยติน”
•    1803 นโปเลียน โบนาปาร์ท สถาปนาขึ้นเป็นจักรพรรดิฝรั่งเศส มีอำนาจเบ็ดเสร็จ  ถือเป็นยุคมหาอำนาจแห่งยุโรป
–    ลัทธิชาตินิยม
o    ระหว่าง ศตวรรษที่ 14-15  เกิดความรู้สึกความเป็นชนชาติ การสร้างชาติ และชาตินิยมขึ้นในยุโรป    หลังปี 1815 หลายประเทศแบ่งเขตปกครองตนเอง  แต่การแบ่งอาณาเขตนี้ไม่ได้คำนึงเรื่องเชื้อชาติของคนในประเทศ  ทำให้เกิดปัญหาสะสมขึ้นมา เช่น

  •  โปแลนด์ อยู่ในการปกครองของหลายอำนาจ
  • เบลเยี่ยม ฮอลแลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดน รวมเป็นดินแดนเดียวกัน
  • จักรวรรดิ์ออสเตรีย  รวมหลายเชื้อชาติ เยอรมัน โปล อิตาเลียน เชค สโลวัก สลาฟ แมกยาร์ และยิว
  •  ปัญหาคาบสมุทรบอลข่าน และจักรวรรดิตุรกี ที่พยายามแยกประเทศ
สาเหตุและผลของสงคราม

หลังคริสต์ศตวรรษที่ 19 มหาอำนาจในยุโรปเกิดขัดแย้งกันเอง

สาเหตุเกิดจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ จนก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18

มหา อำนาจต่าง ๆ ในตะวันตกจึง ออกล่าอาณานิคม เพื่อกระจายสินค้าและแสดงแสนยานุภาพทางทหาร จึงก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในยุโรปหลายฝ่าย คือ

การแข่งขันระหว่าง ออสเตรียกับรัสเซีย  เพื่อชิงความเป็นใหญ่เหนือคาบสมุทรบอล ข่าน
และความขัดแย้งระหว่าง ฝรั่งเศสกับเยอรมนี

เห็น ได้จากการพยายามแผ่อิทธิพลเข้าไปในคาบสมุทรบอลข่านของ จักรวรรดิรัสเซีย จักรวรรดิออตโตมาน จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และอิตาลี เมื่อมีศัตรูมากก็ย่อมต้องการมิตรมาก จึงมีการทำสัญญาพันธมิตรขึ้นเป็นสองกลุ่ม คือ

1. ฝ่ายพันธมิตร – Triple Entente (ฝ่ายสนธิสัญญาไตรภาคี) ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย
2. ฝ่ายมหาอำนาจกลาง- Triple Alliance (ฝ่ายสนธิสัญญาไตรพันธมิตร) ได้แก่ จักรวรรดิเยอรมนี จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และอิตาลี

สงครามโลกครั้งที่ 1 (World War I)  หรือเรียกว่า Great War  เริ่มเปิดฉากขึ้นเมื่อ ออสเตรีย-ฮังการี (Austria-Hungary) ประกาศสงครามกับ เซอร์เบีย (Serbia) ภายหลังจาก ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ (Franz Ferdinand, Archduke of Austria) อาร์คดยุกแห่งออสเตรีย ถูกลอบปลงประชนม์ โดยชาวเซิร์บ หัวรุนแรงเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1914

ประเทศต่าง ๆ ที่เป็นอริกัน ต่างกล่าวหาซึ่งกันและกัน ในที่สุดจึงประกาศสงครามต่อกัน เป็นลูกโซ่ กลายเป็นสงครามใหญ่


ในช่วงแรกฝ่ายมหาอำนาจกลางเป็นฝ่ายมีชัย

กระทั่ง ในปี 1915 เรือดำน้ำเยอรมันโจมตีเรือโดยสารของอังกฤษ ซึ่งมีผู้โดยสารชาวอเมริกันอยู่ด้วย สหรัฐอเมริกาจึงตัดสินใจเข้าร่วมสงครามในปี 1917 เข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตร  จึงได้เปรียบมากขึ้น

ในปีเดียวกันรัสเซียเริ่มมีปัญหาภายในจึงได้ถอนตัวออกจากสงคราม ฝ่ายมหาอำนาจกลางเริ่มตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ

สหรัฐระดมกำลังสร้างเรือรบ และใช้ยุทธวิธีปราบเรือดำน้ำเยอรมัน ทำให้สามารถข้ามมหาสมุทรแอตแลนติคมายังยุโรปได้

ค.ศ.1918 สหรัฐฯ ส่งกำลังทหารกว่า 1,000,000 นาย และได้รับชัยชนะที่การรบที่แม่น้ำมาร์น

3 พฤศจิกายน 1918 ออสเตรีย ขอสงบศึก ต่อมา 11 พฤศจิกายน 1918 เยอรมัน จึงยอมแพ้

เยอรมนีลงนามใน สนธิสัญญาแวร์ซายส์ (Versailles Treaty) เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1919
นับเป็นวันยุติสงครามโลกครั้งที่ 1

แต่สนธิสัญญาฉบับนี้ได้ระบุให้เยอรมนีต้องรับผิดชอบจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม จำนวนมาก ถูกลดกำลังทหารและอาวุธ ถูกยึดดินแดนอาณานิคม ทำให้เศรษฐกิจเยอรมันตกต่ำ ประชาชนตกงาน เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงทั่วประเทศ ชาวเยอรมันโกรธแค้น

ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ได้ ก้าวขึ้นสู่อำนาจในช่วงนี้ สร้างกระแสชาตินิยม ฉีกสนธิสัญญาแวร์ซายส์ สถาปนาลัทธินาซี พัฒนาอุตสาหกรรมและการทหาร จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ สงครามโลก ครั้งที่ 2 (World War II) ในอีก 20 ปีต่อมา

สงครามโลกครั้งที่ 1 นับเป็นความขัดแย้งครั้งใหญ่ระดับโลกครั้งแรก มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดประมาณ 8 ล้านคนและบาทเจ็บอีกกว่า 16 ล้านคน

ผล ของสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้แผนที่ยุโรปเปลี่ยนไป เนื่องจากการล่มสลายของจักรวรรดิใหญ่ทั้งสี่ ก่อให้เกิดประเทศใหม่ ๆ อีกหลายประเทศ

เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั่วโลก ประเทศยุโรปหลายแห่งต่างเป็นลูกหนี้ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเติบโตจนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจของโลกหลังจากสงครามนี้

เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งราชวงค์โรมานอฟ รัสเซีย
การปฏิวัติรัสเซีย

ค.ศ.1917 พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ถูกประชาชน นำโดยเลนิน โค่นอำนาจ พร้อมกับการสังหารหมู่ราชวงค์ “โรมานอฟ” เป็นการสิ้นสุดระบบกษัตริย์ของประเทศที่มีอาณาเขตมากที่สุดในโลก

ผลกระทบของสงคราม

1.    ทหารเสียชีวิตในสงครามรวมประมาณ  8 ล้านนาย  บาดเจ็บกว่า 7 ล้านนาย
2.    จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี  ออตโตมัน ล่มสลาย  เกิดมหาอำนาจใหม่ คือ อเมริกาและญี่ปุ่น
3.    หลายประเทศเป็นหนี้สินจากการทุ่มทุนผลิตอาวุธสงคราม  และการบูรณะฟื้นฟูประเทศ
4.    เยอรมนี ต้องทำสนธิสัญญาแวร์ซาย ชดใช้ค่าปฎิกรรมสงคราม เป็นจำนวนมหาศาล ถูกจำกัดด้านการทหารและอาวุธ
5.    เกิดองค์การสันนิบาตชาติ เพื่อเป็นองค์กรกลางสำหรับแก้ปัญหา ความมั่นคงระหว่างชาติ

การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ.1789

การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ.1789

เกิดจากสาเหตุดังนี้

  • ฝรั่งเศส ตั้งแต่ พระเจ้าหลุยส์ 14 แห่งราชวงศ์บูร์บอง (Bourbon) ใช้อำนาจเผด็จการ และมีความเป็นอยู่อย่างหรูหราฟุ่มเฟือย
  • แนวความคิดของนักปราชญ์อย่าง มองเตสกิเออร์ วอลแตร์ รุสโซ มีอิทธิพลต่อความคิดเสรินิยมชาวฝรั่งเศส
  • อังกฤษ ซึ่งกำลังก้าวกระโดดในเรื่องประชาธิปไตย และอุตสาหกรรม เป็นแรงบันดาลใจ

  

  • อเมริกา ปฏิวัติเป็นอิสระจากอังกฤษ ค.ศ.1776 ทำให้ ลัทธิเสรีนิยม เป็นที่ยกย่องไปทั่ว
– การล่มสลายของคุมบาสตีย์ สถานที่คุมขังนักโทษทางการเมือง เป็นจุดกำเนิดแห่งการปฏิวัติ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับ พระนางมารี อองตัวเนต  ถูกจับใส่กิโยตินประหาร ท่ามกลางฝูงชน  เป็นยุคแห่งความหวาดกลัว

นโปเลียน นาย ทหารปืนใหญ่หนุ่มจากคอร์ซิกา เกาะทางใต้ของฝรั่งเศส รับช่วงในงานปฏิวัติจนมีชื่อเสียงโด่งดัง หลังจากยุคแห่งความหวาดกลัวสงบลงเขาถูกส่งไปเป็นนายพลที่อิตาลีเพื่อขยาย อำนาจของฝรั่งเศส นโปเลียนไม่ทำให้ชาวฝรั่งเศสผิดหวังบุกยึดขยายอาณาเขตของฝรั่งเศสไปทั่ว ยุโรป มีอำนาจจนตั้งตัวเองขึ้นเป็นจักรพรรดิ ประเทศรอบข้างต่างพากันหวาดกลัวรวมตัวกันต้านทานอำนาจของเขา

และแล้วนโปเลียนก็พลาดท่า เมื่อบุกเข้าไปในรัสเซียกลางฤดูหนาว เมื่อไปถึงมอสโกกลับ พบว่าเมืองถูกเผาและทอดทิ้งไปเสียแล้ว นโปเลียนไม่มีทางเลือกต้องถอยทัพกลับสถานเดียว กองทัพฝรั่งเศสถูกโจมตีด้านหลังและอดอยากจนกองทัพแตกสลาย

นโปเลียน ถูกเนรเทศไปอยู่บนเกาะเอลบา แต่ยังไม่สิ้นหวัง ประชาชนยังรักและเชื่อว่านโปเลียนสามารถทำให้ประเทศที่ตกต่ำจากการพ่าย สงครามกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกครั้ง นโปเลียนจึงนั่งเรือกลับฝรั่งเศส

ครั้ง นี้ฝ่ายพันธมิตรไม่พลาดอีกแล้ว ไม่ยอมปล่อยให้นโปเลียนกลับขึ้นมามีอำนาจได้อีก พวกเขาส่งกำลังบุกฝรั่งเศส นโปเลียนต้องนำทัพไปรับที่วอเตอร์ลู และก็ต้องพ่ายแพ้เป็นครั้งแรกที่นั่น เมื่อถูกเนรเทศอีกครั้งก็ไม่มีโอกาสกลับมาที่ฝรั่งเศสอีกเลย

การปฏิวัติอเมริกา

การปฏิวัติอเมริกา

หลังจากโคลัมบัส ค้นพบทวีปอเมริกา ผู้คนจากยุโรป ได้หลั่งไหลอพยพไปสู่ดินแดน “โลกใหม่”  โดยเฉพาะอังกฤษมีจำนวนประชากรมากที่สุด
การ ต่อสู้กับชนพื้นเมืองเดิม และการสร้างเมืองใหม่กินเวลาหลายปี  กระนั้นดินแดนแห่งนี้ยังถือว่าอยู่ภายใต้อาณานิคมของเมืองแม่ คือ ประเทศอังกฤษ
“สงครามประกาศอิสระภาพ” ค.ศ.1776  ชาวอาณานิคมร่วมกันทำสงครามปลดแอกจาก อังกฤษสำเร็จ ได้รับชัยชนะ และมีการปกครองใหม่แบบประธานาธิบดีเป็นประมุข โดย จอร์จ วอชิงตัน

 
อับราฮัม ลินคอล์น เป็นประธานาธิบดีที่ยกเลิกระบบทาส และให้ความเสมอภาคต่อชนผิวดำ…

ยุโรปสมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ

ยุโรปสมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ

 

ผลจากสงครามครูเสด ทำให้สังคมยุโรปเปลี่ยนแปลงไป  วัฒนธรรมเปิดใหม่  ผู้คนเริ่มสนใจในความเป็นมนุษย์มากกว่าพระเจ้า  การค้าทำให้ชนชั้นกลางเริ่มมีฐานะ  อำนาจของขุนนางและจักรพรรดิ์ลดถอยลงไป คนเริ่มสนใจในตำราความรู้ดั้งเดิม จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่
การ ฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) มาจากภาษาฝรั่งเศส หมายถึงการเกิดใหม่ Re-birth  ของการศึกษา การฟื้นฟูอุดมคติ ศิลปะและวรรณกรรมของกรีกและโรมัน เป็นยุคเริ่มต้นของการแสวงหาสิทธิเสรีภาพและความคิดอันไร้ขอบเขตของมนุษย์ ของมนุษย์ที่เคยถูกจำกัดโดยกฎเกณฑ์และข้อบังคับของคริสต์ศาสนา

ยุคการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการเริ่มต้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 และสิ้นสุดลงในกึ่งกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยถือว่าเป็นจุดเชื่อมต่อของประวัติศาสตร์สมัยกลางและสมัยใหม่

ยุค เรเนซองส์ (Renaissance) อยู่ในช่วงศตวรรษที่ 14-15 เป็นยุคฟุ่มเฟือยที่สุด หรูหราที่สุด กามารมณ์ที่สุด เป็นชื่อช่วงเวลาหรือยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปวิทยาการในยุโรป หลังจากที่ได้ผ่านยุคกลางหรือยุคมืด ( Medieval Age ) ซึ่งกินระยะเวลายาวนานกว่า 1000 ปี ตั้งแต่ประมาณศตวรรษที่ 5 ถึง 15

  • การรุ่งเรืองและล่มสลายของอาณาจักรโรมัน
  • การเสื่อมของโรมและการเติบโตของคอนสแตนติโนเปิล
  • การแผ่ขยายอำนาจของอาณาจักรออตโตมัน (มุสลิม – เติร์ก)
  • สงครามครูเสดระหว่างคริสต์และมุสลิมเพื่อแย่งชิงแผ่นดิน ศักดิ์สิทธิ์
  • สงครามหนึ่งร้อยปีระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส
  • นักบุญ Jon of Arc, ความศรัทธาในศาสนาอย่างแรงกล้า
อำนาจที่มากขึ้นของฝ่ายศาสนจักร เรอเนซองส์ จึงเหมือนกับการกลับมาเกิดใหม่ของศิลปะ และหรือ ยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปะวิทยา การในยุโรป

ชาว อิตาลี เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาศิลปะการประดิษฐ์ดอกไม้ ไฟขึ้นดอกไม้ไฟรูปแบบใหม่ ๆ ถือเป็นที่เกิดขึ้นในยุคนี้โดยมีการดัดแปลงเพิ่มโลหะกับถ่านไปในส่วนผสมที่ ใช้ทำจรวดซึ่งเมื่อปล่อยขึ้นฟ้าก็จะเปล่งประกายแสง

แนวคิดเรื่องมนุษย์นิยมที่เปลี่ยนไป

วัฒนธรรม ของยุคโบราณเช่นกรีก รวมถึงทัศนะมนุษยนิยมซึ่งต่างจากในยุคกลางที่มีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางของ ชีวิต นั่นคือ การกลับมาเน้นเรื่องของ ปัจเจกนิยม มนุษย์ไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้าเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงสามารถแสวงหาความสุขให้กับชีวิตบนโลกนี้ได้

การ มองโลก แบบนี้ทำให้เกิดเสรีภาพใหม่ในการพัฒนาตนเอง มีการพัฒนาการในเรื่องของ ศิลปะและสถาปัตยกรรม, วรรณคดี, ดนตรี, ปรัชญา, และวิทยาศาสตร์

การปฏิรูปคริสตศาสนา

มีการท้าทายอำนาจของศาสนจักรเพราะเริ่มมีทัศนะใหม่ที่ว่าความสัมพันธ์ ระหว่าง ปัจเจกกับพระเจ้า กลับมีความสำคัญมากกว่าความสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์กับคริสตจักร ในฐานะที่เป็นองค์กร บุคคลสำคัญในเรื่องนี้คือ มาร์ติน ลูเธอร์


เมื่อ มาร์ติน ลูเธอร์ สงสัยในศาสนจักร จากการที่องค์สันตะปาปา ขายใบไถ่บาปเพื่อนำเงินไปสร้างมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ที่โรม นั่นหมายความว่า “ใครมีเงินก็เข้าสู่สวรรค์ได้” เขาจึงประท้วง (Protest) ศาสนจักรโดยติดใบประท้วงตามโบสถ์ต่างๆ อันเป็นที่มาของ นิกายโปรเตสแตนต์
สันตะปาปาตอบโต้ทันที  ออกคำสั่ง “บัพชนียกรรม”  ทำให้ลูเธอร์ต้องหนีไปเยอรมัน  โชคดีกษัตริย์เยอรมันยอมรับแนวคิดของเขา จึงได้อุปการะไว้  ดังนั้นเขาจึงได้ตั้งนิกายใหม่โดยไม่ขึ้นกับโรมอีกต่อไป

มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์
การปฏิวัติวิทยาศาสตร์

มีการพัฒนาการพิมพ์ขึ้นในประเทศเยอรมนีโดย โยฮันน์ กูเทนแบร์ก เป็นผู้ผลิตนวัตกรรม เครื่องพิมพ์ ขึ้นมาเป็นครั้งแรกของโลก เมื่อ ค.ศ.1447 ทำให้เกิดการเผยแพร่ความรู้ แทนการเขียนได้อย่างกว้างขวาง เมื่อข่าวสารสามารถแพร่หลาย ทำให้มนุษย์เริ่มเื่ชื่อมั่นในสติปัญญา และแสวงหาความรู้เพิ่มเติมได้อย่างไร้ขีดจำกัด การพิมพ์ได้เริ่มมีการสร้างสรรค์ขึ้นอย่างจริงจัง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

the bible from Gutenberg
การปฏิวัติอุตสาหกรรม

  • เริ่มแรกที่อังกฤษ ราวคริสต์ศตวรรษที่ 18 ได้แก่เกษตรกรรม โดยการปิดล้อมรั้วที่นา กำเนิดธนาคารกลาง เป็นแห่งแรก
  • การผลิตเครื่องปั่นด้าย สปินนิงเจนนี่ ทำให้ทุ่นเวลาการผลิต มีผลให้ราคาผ้าฝ้ายลดลง อุตสาหกรรมการทอผ้าขยายตัว
  • เจมส์ วัตต์ ค.ศ.1769 ผลิตเครื่องจักรไอน้ำ มาใช้งานด้วย ทำให้อุตสาหกรรมถลุงเหล็กก้าวหน้าไปอย่างมาก
  • จุดเปลี่ยนการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป คือ เมื่ออังกฤษผลิตรถไฟขึ้นเป็นสายแรก แ่ละกระจายไปทั่วประเทศ ทำให้การขนส่งสินค้าสะดวกขึ้น นำความเจริญจากเมืองสู่ชนบท ทำให้ประเทศอื่น ๆ ในยุโรปตื่นตัวกันมาก และหันมาสนใจอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง
นักวิทยาศาสตร์
  • นิโคลัส โคเพอร์นิคัส – โปแลนด์ ค.ศ. 1473-1543 อธิบายทฤษฎีระบบสุริยะจักรวาล  โลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล  แต่โลกเป็นบริวารและหมุนรอบดวงอาทิตย์ แนวคิดนี้ทำให้ขัดแย้งกับความเชื่อดั้งเดิม และความเชื่อของศาสนจักร
  • กาลิเลโอ – อิตาลี ค.ศ.1564-1642 ประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ ทำให้มองเห็นผิวดวงจันทร์ จุดดับบนดวงอาทิตย์
  • ไอแซก นิวตัน – อังกฤษ ค.ศ.1642-1727 ค้นพบแรงดึงดูดของจักรวาล แรงโน้มถ่วงของโลก

ศิลปะกรรม-วรรณกรรม

ยุค กลาง   เน้นในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์  ความเป็นศูนย์กลางของชีวิต  สวรรค์  พระเจ้า

ยุคฟื้นฟูฯ    เป็นงานที่เพื่อตอบสนองต่ออารมณ์และความรู้สึกของศิลปินและผู้ชมงานมากขึ้น และขยายขอบเขตออกไปอย่างกว้างขวางทั้งประติมากรรม จิตรกรรม และสถาปัตยกรรม
การใช้วิธีและรูปแบบใหม่ในการวาดภาพ เช่น เรื่องของ perspective, เน้นกายวิภาคที่เป็นจริงมากขึ้น

เดอะวิทรูเวียนแมน – ลีโอนาโด ดาวินชี
ใน ยุคเดียวกันนี้ก็เริ่มเป็นยุคเสื่อมของ อาณาจักรเขมร หลังจากพระเจ้าชัยวรมัน ที่ 7 ผู้สร้างนครธม สิ้นพระชนม์ และการเติบโตขึ้นของอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยา จนในต้นศตวรรษที่ 15 อาณาจักรเขมรก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของอยุธยาโดยสิ้นเชิง
สถาปัตยกรรม

สร้างวิหารเซนต์ปิเตอร์ และวิหารเซนต์ปอล

ประติมากรรม

ที่ โดดเด่น ได้แก่ ผลงานของไมเคิล แองเจลโล คือ

รูปสลัก เดวิด : รูปชายหนุ่มเปลือยกาย ,
รูปสลัก ลาปิเอตา : รูปพระแม่ประครองพระเยซู


จิตรกรรม

เริ่ม มีการเขียนภาพสามมิติ ( Perspective )
ศิลปินและภาพวาดที่สำคัญได้แก่ ผลงานของ
1. ไมเคิล แองเจลโล ได้แก่ ภาพ “การตัดสินครั้งสุดท้าย” ( The last judgement )
2. ลีโอนาโด ดาวินชี ได้แก่ ภาพ “โมนาลิซา ” และ “อาหารมื้อสุดท้าย” (The last supper)

3. ราฟาเอล ได้แก่ ภาพพระแม่ พระบุตรและจอห์น แบบติสต์ แสดงความรักต่อแม่ที่มีต่อบุตร เป็นภาพเหมือนจริงที่มีชีวิตจิตใจ


วรรณกรรม

1. เน้นแนวมนุษยนิยม ใช้ภาษาท้องถิ่นแทนภาษาละติน

2. วรรณกรรม สำคัญ ได้แก่
• เจ้าผู้ครองนคร ( The prince ) ของ นิโคไล มาเคียเวลลี บรรยายถึงศิลปะการปกครองของเจ้านคร
• Utopia ของ โทมัสมอร์ กล่าวถึงเมืองในอุดมคติที่ปราศจากความเลวร้าย
• คัมภีร์ ไบเบิลใหม่ของ อีรัสมุส แห่งรอตเตอร์ดัม
• บทละครของ วิลเลี่ยม เชกสเปียร์ ได้แก่ โรมีโอและจูเลียต เวนิสวาณิช คิงเลียร์ แมคเบท ฝันคืนกลางฤดูร้อน เป็นต้น ซึ่งบทละครเหล่านี้จะสะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์ อุปนิสัย และการตัดสินใจของมนุษย์ในภาวการณ์ต่างๆกัน
ปรัชญาแนวคิดสำคัญ

มนุษย์นิยม ธรรมชาตินิยม รวมกับแนวคิดของศาสนาตริสต์

นักปราชญ์

  • โทมัส ฮอบ – เชื่อว่ามนุษย์ต้องเชื่อเหตุผลและวิทยาศาสตร์ สนับสนุนระบบกษัตริย์
  • จอห์น ล็อค – มีอิทธิพลต่อแนวคิดประชาธิปไตยสมัยใหม่ เชื่อว่าประชาชนเป็นที่มาของอำนาจทางการเมืองและจัดตั้งรัฐบาล

 

  • มอง เตสกิเออร์ – มีแนวคิดเรื่องกฎหมายของแต่ละสังคมที่บัญญัติขึ้นอยู่่กับแต่ละสภาพของท้อง ถิ่นนั้น ๆ และอำนาจการปกครองต้องมี 3 ฝ่าย คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ
  • วอลแตร์ – คัดค้านระบบการปกครองแบบเผด็จการ (กษัตริย์) การใช้สติปัญญาและเหตุผลสามารถแก้ไขปัญหาสังคม และการเมืองได้

 

  • รุสโซ – เรียกร้องให้ปฏิรูปความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินปัญหาต่าง ๆ ร่วมกัน
ลัทธิจักรวรรดินิยม
การค้นพบโลกใหม่ และการสำรวจทางทะเล
ผลจากการค้นคิดทางวิทยาศาสตร์  ทำให้เกิดความที่จะสำรวจดินแดนใหม่ นอกเหนือจากทวีปยุโรป
โปรตุเกส เป็นชาติแรกที่ทำสำเร็จ โดยการสนับสนุนของกษัตริย์ผู้นำประเทศยุคนั้น
ปี 1488  บาร์โธโลมิว ไดแอส –  สามารถเดินทางไปยังแหลมกู๊ดโฮป เป็นผลสำเร็จ
ปี 1498  วาสโก ดา กามา – เดินทางไปจนถึงฝั่งกัลกัตตา ประเทศอินเดีย
ต่อมาเป็น สเปน
ปี 1492  คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (อิตาลี) – ได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์สเปน เขามีความเชื่อว่าโลกกลม จึงออกเดินเรือไปทางตะวันตกโดยตั้งใจจะไปประเทศจีน  แต่ได้ค้นพบดินแดนใหม่ “ทวีปอเมริกา”  เสียก่อน ทำให้สเปนได้ดินแดนส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติมากมายมหาศาล
ขณะเดียวกัน การช่วงชิงอาณาเขตนอกยุโรปเป็นไปอย่างรุนแรง โดยมีโปรตุเกส เข้าร่วมด้วยกับสเปนจนต้องมีการทำสนธิสัญญาแบ่งสิทธิการยึดครองกัน
ปี 1519 เฟอร์ดินันด์ แมคเจลลัน – ชาวโปรตุเกส  สามารถเดินเรืออ้อมทวีปอเมริกาใต้ ผ่านมหาสมุทธแปซิฟิค และได้พบกับเกาะฟิลิปปินส์  เขาตายเสียก่อนที่ฟิลิปปินส์แต่ลูกเรือเขาสามารถสร้างประวัติศาสตร์  เดินทางต่อไปรอบโลกเป็นผลสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก ในปี 1522
ปี 1605 เรือดุฟเกน ของฮอลแลนด์ – เดินทางไปทางตอนใต้ของเกาะชวา และได้ค้นพบทวีปใหม่“ออสเตรเลีย” สมัยนั้นถูกตั้งชื่อว่า “นิวฮอลแลนด์”  แต่สุดท้ายก็ถูกอังกฤษที่มาทีหลังยึดครองไป
ปี 1588  อังกฤษ ไปขยายอิทธิพลทางทะเล แม้ว่าจะไม่ใช่ผู้บุกเบิกการสำรวจ  แต่ก็สามารถช่วงชิงอำนาจในการแสวงหาอาณานิคมภาคพื้นทะเลได้จากสเปน และฮอลแลนด์   โดยเฉพาะศตวรรษที่ 18 อังกฤษสามารถได้ชาติอาณานิคมมากกว่าใครในโลก  จนถูกขนานนามว่าเป็น “ดินแดนที่ดวงอาทิตย์ไม่ตกดิน”

ประวัติศาสตร์การเมืองไทย บนเส้นทางปฏิวัติ-รัฐประหาร

ประวัติศาสตร์การเมืองไทย บนเส้นทางปฏิวัติ-รัฐประหาร

ประวัติศาสตร์การเมืองไทย บนเส้นทางสายปฏิวัติ

บน เส้นทางอันยาวนานของประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีหลายต่อหลายครั้งที่เกิดเหตุการณ์หักเหออกจากเส้นทางตามระบอบประชาธิปไตย มีการใช้กำลังทางทหารยึดอำนาจทางการเมืองโดยการปฏิวัติ รัฐประหาร และปฏิรูปหลายต่อหลายครั้ง บ้างสำเร็จ บ้างล้มเหลว แต่ก็สร้างผลสะเทือนต่อโฉมหน้าการเมืองไทยมิใช่น้อย

“ผู้จัดการ ปริทรรศน์” จะพาไปย้อนรอยเส้นทางการปฏิวัติในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย ก่อนมาถึงฉากสุดท้ายของการโค่นล้ม “ระบอบทักษิณ”

ย้อนรอย ‘ทหาร’ ผู้ก่อการ

‘กบฏ ปฏิวัติ รัฐประหาร’ โดย สาระสำคัญแล้ว การทำรัฐประหาร คือการใช้กำลังอำนาจเข้าเปลี่ยนแปลงอำนาจของรัฐ โดยมากมักจะเปลี่ยนแปลงเฉพาะเพียงรัฐบาล แต่หากรัฐบาลใหม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองโดยสิ้นเชิงถือเป็นการ ‘ปฏิวัติ’ และหากการยึดอำนาจครั้งนั้นสำเร็จ จะเรียกว่า ‘รัฐประหาร’ แต่หากไม่สำเร็จ จะเรียกว่า ‘กบฏ’

เมื่อสืบย้อนไปยังหน้าประวัติ ศาสตร์เก่าๆ ของการเมืองไทย จะพบว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายในลักษณะการปฏิวัติรัฐประหารมาตั้งแต่ก่อนสมัย ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเสียอีก

เหตุการณ์กบฏ ร.ศ.130 ในปี พ.ศ.2454 สมัยรัชกาลที่ 6 เสวยราชย์ได้เป็นปีที่ 2 มีคณะนายทหารที่เรียกว่า ‘คณะ 130’ (ตรงกับรัตนโกสินทร์ศก 130) ร่วมกันคิดการอันเป็นภัยต่อราชวงศ์ โดยซ่องสุมและคบคิดกันที่บริเวณย่านแพร่งสรรพศาสตร์ ซึ่งต่อมานายทหารกลุ่มนี้ก็ถูกจับกุมได้เสียก่อนลงมือกระทำการ คณะ 130 ถูกพิพากษาโทษลดหลั่นกันไป แต่ภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานอภัยโทษทั้งหมด

ภายหลังการ เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 โดยคณะราษฎรที่ทำการปฏิวัติการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็น ประชาธิปไตยได้เพียงปีเดียว ปีต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2476 คณะราษฎรที่นำโดย พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้ยึดอำนาจจากพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย นับเป็นการกระทำรัฐประหารครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ด้วยการเปลี่ยนรัฐบาลและยึดอำนาจภายในกลุ่มคณะราษฎรด้วยกันเอง

ในเดือนตุลาคม 2476 กองทัพจากหัวเมืองนำโดยพลเอก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดชกฤดากร ในนามของ “คณะกู้บ้านเมือง” ยกทัพลงมาประชิดพระนคร และเข้ายึดสนามบินดอนเมือง เพื่อกดดันรัฐบาลของพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาที่มีแนวโน้มจะเป็นเผด็จการท หาร และถวายพระราชอำนาจคืนแก่พระมหากษัตริย์ เพื่อให้ทรงพระราชทานการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริงให้แก่ทวยราษฎร์ ทว่าทางฝ่ายรัฐบาลไม่ยินยอม มีการปะทะกันหลายแห่ง การนำทัพของพระองค์เจ้าบวรเดชเข้ามาล้มล้างรัฐบาล โดยเคลื่อนทัพมาจากนครราชสีมา สู้รบกันที่ทุ่งบางเขนจนถูกฝ่ายรัฐบาลปราบปรามได้เด็ดขาด ได้กลายเป็นการกบฏ จนภายหลังเป็นที่รู้จักกันในนาม “กบฏบวรเดช”

“กบฏนายสิบ” เมื่อ วันที่ 3 สิงหาคม 2478 ทหารชั้นประทวนในกองพันต่างๆ ซึ่งมีสิบเอกสวัสดิ์ มหะมัด เป็นหัวหน้า ได้ร่วมกันก่อการเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยจะสังหารนายทหารในกองทัพบก และจับพระยาพหลพลพยุหเสนาฯ และหลวงพิบูลสงครามไว้เป็นประกัน รัฐบาลสามารถจับกุมผู้คิดก่อการเอาไว้ได้ หัวหน้าฝ่ายกบฏถูกประหารชีวิต โดยการตัดสินของศาลพิเศษในระยะต่อมา

กบฏที่โด่งดังที่สุดอีกครั้งหนึ่งคือ “กบฏพระยาทรงสุรเดช” เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2482 ผู้ที่คิดล้มล้างรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง ให้กลับไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ดังเดิม ซึ่งหากทำสำเร็จจะนับเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ของการเมืองไทย นายพันเอกพระยาทรงสุรเดชถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าผู้ก่อการ และได้ให้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร

ต่อมาคณะนายทหารกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมี พลโทผิน ชุณหะวัณ เป็นหัวหน้าสำคัญ ได้เข้ายึดอำนาจรัฐบาล ซึ่งมีพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ แล้วมอบให้นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลต่อไป ขณะเดียวกัน ได้แต่งตั้ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย การยึดอำนาจครั้งนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490

ในปีถัดมา นับเป็นปีที่การเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยที่สุด เริ่มตั้งแต่ต้นปีได้มี กบฏแบ่งแยกดินแดน ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2491 จะมีการจับกุมส.ส.ของภาคอีสานหลายคน เช่น นายทิม ภูมิพัฒน์, นายถวิล อุดล, นายเตียง ศิริขันธ์, นายฟอง สิทธิธรรม โดยกล่าวหาว่าร่วมกันดำเนินการฝึกอาวุธ เพื่อแบ่งแยกดินแดนภาคอีสานออกจากประเทศไทย แต่รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการจับกุมได้ เนื่องจากสมาชิกผู้แทนราษฎรมีเอกสิทธิทางการเมือง

เพียงหนึ่งเดือน เศษหลังจากนั้น คือวันที่ 6 เมษายน 2491 คณะนายทหารซึ่งทำรัฐประหารเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2490 ได้บังคับให้นายควง อภัยวงศ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แล้วมอบให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม เข้าดำรงตำแหน่งต่อไป และนำมาสู่ “กบฏเสนาธิการ” 1 ตุลาคม 2491 ซึ่งพลตรีสมบูรณ์ ศรานุชิต และพลตรีเนตร เขมะโยธิน เป็นหัวหน้าคณะนายทหารกลุ่มหนึ่ง วางแผนที่จะเข้ายึดอำนาจการปกครอง และปรับปรุงกองทัพจากความเสื่อมโทรม และได้ให้ทหารเข้าเล่นการเมืองต่อไป แต่รัฐบาลซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ทราบแผนการ และจับกุมผู้คิดกบฏได้สำเร็จ

26 มิถุนายน 2492 นายปรีดี พนมยงค์ กับคณะนายทหารเรือ และพลเรือนกลุ่มหนึ่ง ได้นำกำลังเข้ายึดพระบรมมหาราชวัง และตั้งเป็นกองบัญชาการ ประกาศถอดถอน รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และนายทหารผู้ใหญ่หลายนาย พลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการปราบปราม มีการสู้รบกันในพระนครอย่างรุนแรง รัฐบาลสามารถปราบฝ่ายก่อการกบฏได้สำเร็จ นายปรีดี พนมยงค์ ต้องหลบหนีออกนอกประเทศอีกครั้งหนึ่ง ความพยายามยึดอำนาจครั้งนั้นถูกเรียกว่า “กบฏวังหลวง”

29 มิถุนายน 2494 เกิดกบฏแมนฮัตตัน นาวาตรีมนัส จารุภา ผู้บังคับการเรือรบหลวงสุโขทัยใช้ปืนจี้จอมพล ป. พิบูลสงคราม ไปกักขังไว้ในเรือรบศรีอยุธยา นาวาเอกอานน บุญฑริกธาดา หัวหน้าผู้ก่อการได้สั่งให้หน่วยทหารเรือมุ่งเข้าสู่พระนครเพื่อยึดอำนาจ และประกาศตั้งพระยาสารสาสน์ประพันธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เกิดการสู้รบกันระหว่างทหารเรือ กับทหารอากาศ จอมพล ป. พิบูลสงคราม สามารถหลบหนีออกมาได้ และฝ่ายรัฐบาลได้ปรามปรามฝ่ายกบฏจนเป็นผลสำเร็จ และในวันที่ 29 พฤศจิกายนของปีเดียวกัน จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจตนเอง เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมเสียงข้างมากในรัฐสภาได้

ในยุคที่โลก ตกอยู่ในภาวะสงครามเย็น และประเทศไทยเป็นยุคของอัศวินตำรวจ รัฐบาลที่ได้อำนาจมาจากการกระทำรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 นับเป็นรัฐบาลทหารที่ประกาศเดินหน้าดำเนินโยบายทำสงครามกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ อย่างเต็มที่ ด้วยการรื้อฟื้นกฎหมายคอมมิวนิสต์ 2495 และกวาดจับผู้มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาลครั้งใหญ่ที่รู้จักกันในนาม “กบฏสันติภาพ” ในปี พ.ศ.2497

16 กันยายน 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็น หัวหน้าคณะนายทหารนำกำลังเข้ายึดอำนาจของรัฐบาลซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ภายหลังจากเกิดการเลือกตั้งสกปรก และรัฐบาลได้รับการคัดค้านจากประชาชนอย่างหนัก จอมพล ป. พิบูลสงคราม และพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ต้องหลบหนีออกไปนอกประเทศ

“กงล้อ ประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้หมุนกลับหลังไปอีกแล้ว” แคล้ว นรปติ ผู้อาวุโสทางการเมือง ได้กล่าวถึงสภาพการณ์ภายหลังการปฏิวัติเงียบของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501 เมื่อคณะปฏิวัติได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยกเลิกพระราชบัญญัติพรรคการเมือง และให้สภาผู้แทน และคณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลง

17 พฤศจิกายน 2514 จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารสูงสุด ทำการรัฐประหารตัวเอง ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบสภาผู้แทนราษฎร และจัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ขึ้นทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ และให้ร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายในระยะเวลา 3 ปี

จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์เดือนตุลา

การปฏิวัติโดยประชาชน 14 ตุลาคม 2516 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อการเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญของนิสิตนักศึกษา และประชาชนกลุ่มหนึ่งได้แผ่ขยายกลายเป็นพลังประชาชนจำนวนมาก จนเกิดการปะทะสู้รบกันระหว่างรัฐบาลกับประชาชน เป็นผลให้จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร ต้องหลบหนีออกนอกประเทศ

ทว่าดอกไม้ประชาธิปไตยที่กำลังเบ่งบานก็ต้อง หยุดชะงักลง เมื่อพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ และคณะนายทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศ ปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน 6 ตุลาคม 2519 เนื่องจากเกิดการจลาจล และรัฐบาลพลเรือนในขณะนั้นยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้โดยทันที คณะปฏิวัติได้ประกาศให้มีการปฏิวัติการปกครอง และมอบให้นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งต่อมาพลเรือเอกสงัดก็ได้ทำการรัฐประหารรัฐบาลของนายธานินทร์ในวันที่ 20 ตุลาคม 2520

กบฏ 26 มีนาคม 2520 พลเอกฉลาด หิรัญศิริ และนายทหารกลุ่มหนึ่ง ได้นำกำลังทหารจากกองพลที่ 9 จังหวัดกาญจนบุรี เข้ายึดสถานที่สำคัญ ฝ่ายทหารของรัฐบาลพลเรือน ภายใต้การนำของ พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ได้ปราบปรามฝ่ายกบฏเป็นผลสำเร็จ พลเอกฉลาด หิรัญศิริ ถูกประหารชีวิตตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 21 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2520

กบฏยังเติร์ก 1 เมษายน 2524 พลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา ด้วยความสนับสนุนของคณะนายทหารหนุ่มโดยการนำของพันเอกมนูญ รูปขจร และพันเอกประจักษ์ สว่างจิตร ได้พยายามใช้กำลังทหารในบังคับบัญชาเข้ายึดอำนาจปกครองประเทศ ซึ่งมีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเกิดความแตกแยกในกองทัพบก แต่การปฏิวัติล้มเหลว ฝ่ายกบฏยอมจำนนและถูกควบคุมตัว พลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา สามารถหลบหนีออกไปนอกประเทศได้ ต่อมารัฐบาลได้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องการกบฏในครั้งนี้

รัฐประหารชั่วโมงเดียวของ รสช.

การ รัฐประหารที่อยู่ในความทรงจำอันแจ่มชัดของคนไทยที่สุด เห็นจะเป็นการรัฐประหารของคณะรสช. หรือคณะกรรมการรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 ภายใต้การนำของพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ เพราะผลพวงที่ติดตามมาจากการรัฐประหารครานั้นได้กลายเป็นบาดแผลฉกรรจ์ทางการ เมืองไทยโดยไม่มีใครคาดคิด

ภายหลังจากที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ประกาศจะนำ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก อดีตผู้บัญชาการทหารบกและรองนายกรัฐมนตรีเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมอีกตำแหน่ง นับเป็นการจุดกระแสความไม่พอใจต่อทั้งกลุ่มนายทหารและนักการเมืองหลายฝ่าย

โดย กำหนดการเข้าเฝ้าคือเวลา 13.00 น. ของวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 แต่ในคืนวันที่ 22 ก.พ. เวลาประมาณเที่ยงคืน ได้มีรายงานจากวิทยุข่ายสามยอดของกองปราบปรามรายงานว่า ‘ป.1’ อันหมายถึง พล.ต.ต.เสรี เตมียเวส ผู้บังคับการกองปราบได้เดินทางถึงหน่วยคอมมานโด ที่ซอยโชคชัย ลาดพร้าว และสั่งให้กองปราบเตรียมพร้อม เพราะมีข่าวว่าอาจมีการปฏิวัติเกิดขึ้น ทว่าภายหลังได้มีการแจ้งยกเลิกการเตรียมดังกล่าว เพราะตรวจสอบไม่พบความเคลื่อนไหวของหน่วยกำลังใดในคืนนั้น

และยังมี รายงานด้วยว่าในคืนดังกล่าวพล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ได้ไปรับประทานอาหารค่ำที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ห้องใกล้เคียงกับที่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร และนายทหารระดับสูงจำนวนหนึ่ง ไปรับประทานอยู่ด้วยเช่นกัน โดยภายหลัง พล.อ.สุจินดา คราประยูร ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ว่า ใช้เวลาตัดสินใจเพียงแค่ชั่วโมงเดียว!

จาก บทความ 1 ปี รสช. โดยวุฒิชาติ ชุ่มสนิท หรือบินหลา สันกาลาคีรี อดีตนักข่าวหนังสือพิมพ์ข่าวสดรายงานว่า เดิมทีทหารเตรียมการจะจับตัว พล.อ.ชาติชาย และพล.อ.อาทิตย์ ที่สนามบินกองทัพอากาศ (บน.6) ในเวลา 19.30 น. ภายหลังจากการเข้าเฝ้า พร้อมกับการเคลื่อนกำลังทหารเข้ายึดจุดสำคัญทั่วกรุงเทพฯ แต่แผนกลับเปลี่ยนแปลงในเช้าวันนั้น

นายทหารที่ร่วมปฏิบัติการอัน เป็นแผนที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยไปตลอดกาล ในเวลา 11 นาฬิกาของเช้าวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 นั้น ส่วนใหญ่เป็นทหารอากาศ เมื่อ พล.อ.ชาติชาย และพล.อ.อาทิตย์ เดินทางถึงห้องรับรองพร้อมหน่วยรักษาความปลอดภัยประมาณ 20 นาย ก่อนที่จะขึ้นเครื่องบินซี 130 ที่จอดพร้อมอยู่แล้ว ทั้งสองได้ถูกแยกไปนั่งบริเวณที่นั่งวีไอพี ส่วนหน่วย รปภ.ถูกแยกไปอยู่ตอนท้ายเครื่อง

ทันทีที่เครื่องบินซี 130 เคลื่อนตัว ทหารสองนายในชุดซาฟารีสีน้ำตาลก็กระชากปืนพกจากเอว ควบคุม รปภ.ทั้ง 20 คนเอาไว้ เครื่องบินลดความเร็วลง พล.อ.ชาติชายถูกควบคุมตัว การปฏิบัติการเป็นไปตามแผนที่วางไว้ การปฏิวัติสำเร็จแล้ว !

จากนั้น ทหารบกจำนวน 2 กองทัพได้เคลื่อนออกประจำจุดต่างๆ ที่กำหนดไว้ พล.อ.เกษตร โรจนนิล ออกจากกองทัพอากาศ สมทบกับ พล.อ.สุจินดา คราประยูร พล.ร.อ.ประพัฒน์ กฤษณจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ออกแถลงการณ์กับประชาชน โดยให้เหตุผลในการยึดอำนาจครั้งนั้นว่า เนื่องจากพฤติการณ์ฉ้อราษฎร์บังหลวงของคณะผู้บริหารประเทศ ที่แสวงหาผลประโยชน์แก่ตัวเองและพวกพ้อง อีกทั้งข้าราชการการเมืองบางคนยังได้ใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงข้าราชการประจำผู้ ซื่อสัตย์สุจริต ผู้ไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือนักการเมือง ประการต่อมาคือรัฐบาลกระทำตัวเป็นเผด็จการรัฐสภา ทำลายสถาบันทางทหาร ซึ่งนับเป็นสถาบันข้าราชการประจำเพียงสถาบันเดียวที่ไม่ยอมตกอยู่ใต้อิทธิพล ทางการเมือง และประการสุดท้ายที่ค่อนข้างจะเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงนั้น คือ การบิดเบือนคดีล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ !

เหตุดังกล่าว เนื่องมาจาก เมื่อปี 2525 พล.ต.มนูญ รูปขจร และพรรคพวก ได้บังอาจคบคิดวางแผนทำลายล้างราชวงศ์จักรีเพื่อล้มล้างสถาบันพระมหา กษัตริย์ เปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไปสู่รูปแบบที่ตนเองและคณะได้กำหนดไว้ แต่ไม่สำเร็จและถูกจับกุมในที่สุด แต่กลับได้รับการช่วยเหลือจากผู้มีอิทธิพลทางการเมืองให้ได้รับการประกันตัว จนสามารถก่อความไม่สงบได้อีกถึง 3 ครั้ง ครั้งที่นับเป็นการกบฏคือ กบฏทหารนอกราชการเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2528

ซึ่งภายหลังจากการออก แถลงการณ์ดังกล่าว รสช. ก็เดินหน้ายึดทรัพย์นักการเมือง ทว่ารัฐบาลที่มีอายุเพียง 1 ปีของ รสช. ก็ต้องประสบกับอุปสรรคในการเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยจาก ประชาชนที่ไม่ต้องการให้มีการให้ใช้ร่างรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหารับใช้การสืบ ทอดอำนาจของรัฐบาล รสช. อันนำมาสู่การชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองที่กลายเป็นชนวนเหตุของเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬในเวลาต่อมา

นักปราชญ์แห่งยุค

นักปราชญ์แห่งยุค

เซนต์ออกัสติน ค.ศ.354-430

เขียนเรื่อง The city of god เป็นวรรณกรรมทางศาสนาที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดของชาวคริสต์
เซนต์โธมัส อะไควนัส ค.ศ.1224-1274
เขียนเรื่อง Summa Theological เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อและศรัทธาอย่างมีเหตุผล

สงครามร้อยปี

สงครามร้อยปี

สงครามร้อยปี เป็นความขัดแย้งระหว่าง อังกฤษและฝรั่งเศส นาน 116 ปี นับแต่ ค.ศ. 1337 ถึง 1453

เริ่ม จากการอ้างสิทธิ์ของกษัตริย์อังกฤษ เหนือบัลลังก์ฝรั่งเศส คำที่นักประวัติศาสตร์ใช้นิยามสงครามความขัดแย้งแบ่งได้สามถึงสี่ช่วง คือ

สงครามยุคเอ็ดเวิร์ด(Edwardian War 1337-1360)
สงครามยุคแครอไลน์ (Caroline War 1369-1389)
สงครามยุคแลงคาสเตอร์ (Lancastrian War 1415-1429)

อังกฤษ กับฝรั่งเศส เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน ชาวนอร์มังดีบุกไปชิงราชบังลังก์ที่เกาะอังกฤษเพราะยังอยากที่จะได้ดินแดน ของบรรพบุรุษกลับมาอีกครั้ง อังกฤษกับฝรั่งเศสจึงทำสงครามกันเรื่อยมา


ช่วงหลังของสงครามอังกฤษสามารถบุกเข้าไปยึดดินแดนของฝรั่งเศสได้จนเกือบจะสิ้นชาติ แต่ก็มีการมาถึงของหญิงสาว“ฌานดาร์ค” (โจน ออฟ อาร์ค) Jon of Arc สาวชาวนาผู้ได้รับนิมิตจากพระเจ้าให้นำฝรั่งเศสไปสู่เอกราชจากพวกอังกฤษ

โจน เป็นผู้นำทัพฝรั่งเศสต่อสู้ จนสามารถช่วยให้ กษัตริย์ชาร์ล ที่ 7 สถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ฝรั่งเศส
แต่ ไม่ทันที่จะจบสงคราม โจน ก็ถูกฝรั่งเศสทรยศ จับตัวส่งไปให้อังกฤษเผาทั้งเป็น ในข้อหาว่าเป็นแม่มด แต่การกระทำของโจนก็ไม่เสียเปล่าพวกฝรั่งเศสขับไล่อังกฤษออกจากประเทศได้ สำเร็จ

วีรกรรมของ โจน ทำให้ชาวฝรั่งเศสร่วมมือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันต่อสู้เพื่อประเทศชาติ  จนเกิดการสร้างชาติ “ฝรั่งเศส” ในกาลต่อมา
ในที่สุด คริสต์ศาสนาได้ประกาศแต่งตั้งให้เป็น นักบุญโจน ออฟ อาร์ค  ผู้ถือว่าเป็นหนึ่่งในสาม นักบุญอุปถัมภ์ประเทศฝรั่งเศส